ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 6 – หรือนี่เป็นจุดกำเนิดของคำว่า “น้ำรอการระบาย”

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องจากดร.มาเล่าฟังอีกแล้ว ช่วงนี้ก็เข้าหน้าฝนของปีอีกแล้ว พอฝนตกหนักน้ำก็เลยท่วม พอดีที่ผู้ว่าฯกทมเค้าขอให้ใช้คำว่า “น้ำรอการระบาย” แล้วก็มีหลายๆคนเอาไปเล่นกันสนุกใหญ่เลย

เมื่อวานก็คุยกันเล่นๆกับดร. ก็เลยไปถึงไอ้คำว่า “น้ำรอการระบาย” ของผู้ว่าฯ นี่แหละ อยู่ดีๆดร.ก็พูดขึ้นมาว่า “พ่อนี่แหละ เป็นคนเริ่มคำว่า ‘น้ำรอการระบาย’

ไอ้เราก็ ห้ะ! ใช่หรอป๊า? ทีนี้ดร.ก็เลยเล่าให้ฟัง

คือเมื่อก่อน ตอนที่ดร.เคยรับราชการอยู่ที่กรมทรัพย์ฯ เคยเขียนบทความให้กทม. เกี่ยวกับน้ำท่วมในกรุงเทพเนี่ยแหละ

ดร.ยกตัวอย่าง ถ.วิภาวดี ในสมัยก่อนนั้น ถ.วิภาวดียังไม่ใหญ่เท่านี้ (จำไม่ได้แล้วว่ามีข้างละกี่เลน เดี๋ยวไปถามมาใหม่) แล้วข้างถนนสองข้างก็จะมีคู เอาไว้ระบายน้ำจากถนน คูมันก็กว้าง แบบกว้าง 3-4 เมตร แล้วก็ลึก เมตรกว่าเลยล่ะ แต่พอเมืองขยาย เค้าก็ขยายถนน แล้วก็เอาดินไปถมคูที่อยู่ข้างๆถนน แล้วเดินเป็นท่อระบายน้ำแทน ไอ้ท่อระบายน้ำที่เอาแทนเนี่ย มันเหลือความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ 1 เมตรแค่นั้นเอง ทีนี้ พอฝนตกมาบนถนน น้ำที่เคยมีคูระบายน้ำขนาดใหญ่ไว้รอรับ มันก็ไม่มีที่ไป มันก็เลยอยู่บนถนน เพื่อ “รอการระบาย” นี่แหละ

นั่นแหละครับ ดร.บอกว่าไอ้ “น้ำรอการระบาย” เนี่ย มันเกิดจากท่อระบายน้ำมันเล็กเกินไป มันระบายไม่ทัน มันเลยรอการระบายก่อน … สงสัยผู้ว่าฯคงได้ไปอ่านบทความที่ดร.เขียนเอาไว้ให้มั้งครับ ^^

จบก่อนนะ เดี๋ยวเขียนเรื่องเสาเข็มกับน้ำในกรุงเทพให้อ่านอีกทีนะครับ

Ps: เขียนแบบเร็วๆก่อนนะครับ เดี๋ยวหารูปมาใส่อีกที

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: เกริ่นนำ

สวัสดีครับ เนื่องจากที่ผม @gd_ab ได้คุยกับพี่ @iPattt เรื่องน้ำท่วมในเมืองไทย แล้วผมเล่าถึงที่ผมได้คุยกับพ่อของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เลยมาเขียนบทความให้อ่านกันครับ

ผมขอเกริ่นประวัติโดยย่อของพ่อผมก่อนครับ เพื่อความน่าเชื่อถือของบทความที่จะเขียนต่อไปครับ

  • พ่อผมจบปริญญาตรี จากภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 3

  • เมื่อจบการศึกษา พ่อได้เข้าทำงานที่กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม

  • เมื่อทำงานไปได้ซักพัก พ่อก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ University of Manchester ประเทศอังกฤษ แล้วใช้เวลา 2 ปี 9 เดือน (เท่าที่จำได้นะครับ) ในการศึกษาจบระดับปริญญาโท-เอก ซึ่งถือว่าเป็นการขอจบที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสมัยนั้นครับ

  • ทำงานในกรมฯจนมีการเปลี่ยนอธิบดี พ่อไม่ยอมอ่อนให้ฝ่ายการเมือง พ่อก็ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกับพี่น้อง จนถึงปัจจุบันครับ ระดับสุดท้ายในข้าราชการของพ่อคือระดับ C8 ครับ

สำหรับผลงานของพ่อในสมัยอยู่กรมฯ ที่ผมรู้ก็มีดังนี้ครับ

  • อยู่ในคณะทำงานสำรวจและทำแผนที่ทางธรณีวิทยาของประเทศไทย โดยเริ่มจากการเป็นคนทำงบประมาณ แล้วก็เลื่อนขั้นมาเรื่อยๆจนเป็นหัวหน้าคุมโครงการฯ โครงการนี้ใช้เวลาประมาณ 13 ปี (เท่าที่จำได้นะครับ)

  • เป็นเลขาฯให้กับอธิบดีกรมทรัพฯ

  • เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติในเรื่องดีบุก (ไม่รู้หัวข้อครับ เห็นพ่อว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาขายในตลาดโลก)

  • อยู่ในคณะที่ปรึกษาของนายกฯ สมัยพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เห็นพ่อว่าตอนที่ประชุมกันอยู่ เค้ากำลังประท้วงกันอยู่เลย

  • ช่วยให้ลูกน้องพ่อได้เรียนปริญญาเอก จนเค้าพูดกันในสมัยนั้นว่าถ้าอยากเรียนปริญญาเอกต้องมาหาด็อกเตอร์ (เห็นพ่อบอกว่าโครงการที่ทำน่ะปริญญาตรี-โทนั้นไม่พอ ต้องการคนที่มีความรู้ระดับปริญญาเอกมาช่วยทำงาน)

  • พ่อเคยเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เคยเอาผมตอนที่ยังเป็นทารกอายุ “2 เดือน” ไปฝากไว้ที่บ้านเด็กจุฬา ทำงานจนลืมไปรับลูกด้วย กว่าจะมารับก็ 3 ทุ่มแน่ะ)update: 23/03/2555 วันนี้มีอาจารย์จากม.รามคำแหงโทรมาหาพ่อเรื่องค่าจ้างเขียนตำราธรณีวิทยา ที่พ่อเคยเขียนเอาไว้ตั้งแต่สมัยรามฯเพิ่งจะตั้งใหม่ๆ #ผมยังไม่เกิดเลย O-o

จริงๆแล้วพ่อทำงานเยอะกว่านี้เยอะเลยครับ แต่พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ เพราะผมเองก็จำได้ไม่หมดเหมือนกัน ไว้ได้คุยกับพ่อเรื่องงานของพ่ออีก จะมาเพิ่มเติมอีกนะครับ

— การที่ผมใช้ “ฟังดร.เล่า” แทน “พ่อ” เพราะผมไม่อยากจะเหมือนใครครับ อีกทั้งผมชอบเรียกพ่อว่า “ดร.” เหมือนลูกน้องพ่อครับ —

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 5 – ตีน้ำให้แตก

น้ำท่วมเมืองไทยปีพ.ศ. 2554 นี้มีความรุนแรงมากเหลือเกิน และมีดราม่ามากเหลือเกิน ยังไงใจเย็นๆกันนะครับ และขอให้เราผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไปด้วยกันครับ

คราวนี้ผมขอนำเสนอทางแนวในการจัดการน้ำหลังน้ำท่วม โดยดร.ได้เล่าหลักการของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีการกระจายน้ำออกไปไม่ให้รวมกัน เพราะเมื่อน้ำอยู่รวมกันจะมีพลังมาก แต่ถ้าตีน้ำให้กระจายออกกำลังของน้ำก็จะน้อยลง

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดร.บอกว่าลืมเล่าให้พี่ @iPattt กับพี่ @warong (ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 4 – น้ำท่วม…วาระแห่งชาติ) เกี่ยวกับแนวความคิดที่นำวิธีการที่ประเทศเกาหลีใต้มาใช้ในการจัดการน้ำมาใช้ในเมืองไทยเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

น้ำท่วมเมืองไทย: เกาหลีใต้โมเดล (ขอเอามาใช้บ้างนะ :P)

ลักษณะภูมิประเทศของเกาหลี จะเป็นภูเขาซะส่วนใหญ่ การทำเกษตรกรรมก็จะต้องทำบนภูเขา และบนภูเขาในเกาหลีจะมีทางน้ำเป็นสาขาย่อยๆ จากทางน้ำสายใหญ่เพื่อให้น้ำสามารถเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรมได้ดี

Korea Boseong Greentea Garden
Photo: AgricultureGuide.org – Importance of Water in Agriculture

น้ำท่วมเมืองไทย: ตีน้ำให้แตก

สำหรับเมืองไทย ดร.ได้อธิบายต่อว่า ถ้าเราสามารจัดการน้ำได้โดยทำคลองจากแม่น้ำปิง ออกมาทั้งสองข้าง ก็จะสามารถทำให้ปริมาณของน้ำในแม่น้ำปิงลดลงและพลังของน้ำก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นเราจึงควรทำคลองให้แตกสาขาย่อยๆ ออกไปเยอะๆ เหมือนกับรากฝอยของต้นไม้ ดังรูปด้านล่างนี้

แนวทางการขุดคลองจากแม่น้ำปิง ดัดแปลงจาก Wikipedia – Chao Phraya River

เส้นสีดำแสดงคลองและอ่างเก็บน้ำที่น่าจะขุดขึ้นมาใหม่จากแม่น้ำปิง ซึ่งผมได้วาดขึ้นมาใหม่จากแผนที่ โดยยังไม่ได้คำนึงถึงระดับความสูงของพื้นที่

จากรูปจะเห็นว่าจะมีคลองที่แตกออกมาจากแม่น้ำปิง มีลักษณะคล้ายรากฝอยของต้นไม้ ซึ่งการผันน้ำเข้าสู่คลองย่อยๆเหล่านี้จะช่วยให้แรงดันน้ำในแม่น้ำปิงน้อยลงไปบ้าง ซึ่งถ้ายิ่งมีคลองมาก ก็จะสามารถผ่อนแรงดันของน้ำในแม่น้ำปิงได้มาก นอกจากนี้ยังในรูปยังมีอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีไว้เพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในช่วงฤดูน้ำน้อยได้อีกด้วย

คลองเหล่านี้จะต้องมีประตูกั้นน้ำ ซึ่งจะสามารถเปิด-ปิดได้เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในคลอง การขุดคลองเหล่านี้จะช่วยให้สามารถทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ห่างไกลจากแม่น้ำปิง โดยดร.บอกว่า ปัจจุบันนี้ พื้นที่ที่ห่างจากแม่น้ำไปแค่ 10 กม. ก็เป็นพื้นที่แห้งแล้งแล้ว ดังนั้นการขุดคลองก็จะช่วยในการทำเกษตรกรรมได้มากขึ้น

น้ำท่วมเมืองไทย: การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่ดร.ได้พูดถึง จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำที่ไหลผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ตอนผมค้นหารูปเพื่อมาลง blog นี้ ก็เลยได้อ่านบทความเกี่ยวกับการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรบ้าง อย่างเช่น

The ignorant and primitive watering not only wastes water but also damages the soil.
ที่มา: AgricultureGuide.org – Importance of Water in Agriculture

More crop for every drop
ที่มา: FOOD & FERTILIZER TECHNOLOGY CENTER – Improving Water Use Efficiency in Asian Agriculture

การศึกษาเรื่องการจัดการน้ำเพื่อให้สามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพนี้มีมานานแล้ว แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรรมของประเทศพัฒนาขึ้นไปได้ ยังสามารถช่วยป้องกันน้ำท่วมได้อีกด้วย

Irrigation Canal in Korea
Photo: FOOD & FERTILIZER TECHNOLOGY CENTER – Improving Water Use Efficiency in Asian Agriculture

การป้องกันน้ำท่วมสามารถทำได้โดยการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีตัวอย่างการจัดการน้ำมากมายในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาซะส่วนใหญ่ ดร.เลยเล่าถึงกรณีน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่น้ำในแม่น้ำปิงมีมากเกินไปทำให้น้ำมีพลังมาก การจัดการน้ำโดยขุดคลองจากแม่น้ำปิงออกไปทั้งสองฝั่งจะช่วยให้แรงดันของน้ำในแม่น้ำปิงน้อยลง และยังช่วยพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวฝั่งคลองอีกด้วย

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 4 – น้ำท่วม…วาระแห่งชาติ

วันที่ 16 ต.ค. 2554 ดร.ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ @iPattt (Tigeridea, iHearBand, iPattt.com) และพี่ @warong (Vai Vai Soft, jongblog.com) ซึ่งประเด็นหลัก ก็คือเรื่องน้ำท่วม ซึ่งมันเกี่ยวโยงไปถึงการทำงานของหน่วยงานราชการ และสิ่งที่ประเทศไทยควรจะทำหลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ไปแล้ว

ดร.ได้เล่าเบื้องต้นถึงประสบการณ์การทำงานในกรมทรัพยากรธรณี ที่ได้ไปเข้าประชุมแทนอธิบดีทั้ง 4 คน สมัยดร.ยังทำงานอยู่ในกรมทรัพยากรธรณี ตัวอย่างเช่น อนุกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการคุ้มครองสัตว์ป่า ประชุมเรื่องผลของแผ่นดินไหวต่อประเทศไทยกับกรมอุตุนิยมวิทยา ประชุมเรื่องกฎหมายน้ำมันในสมัยอธิบดี ดร.ประภาส จักกะพาก ฯลฯ จนได้รู้ถึงวัฒนธรรมการทำงานของราชการไทย และเหตุผลที่คนที่มีฝีมือไม่อาจจะอยู่ในราชการไทยได้ และเล่าถึงวิธีการทำงานซึ่งต้องวางแผนกันตลอดปี ดังที่ผมเขียนไว้ใน ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 3 – น้ำท่วม พ.ศ. 2554

น้ำท่วมเมืองไทย: น้ำท่วม…วาระแห่งชาติ

พี่ @iPattt ได้สอบถามถึงแนวความคิดสำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวว่าควรจะต้องจัดตั้งกระทรวงใหม่เพื่อมาจัดการเรื่องภัยพิบัติโดยเฉพาะหรือไม่ ดร.บอกว่า ไม่ควรที่จะตั้งเป็นกระทรวงหรือกรม ควรที่จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขเท่านั้น ไม่ควรให้มีตำแหน่งใหญ่โต โดยให้คณะทำงานนี้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานอื่นได้ง่าย และเมื่อเอาแผนงานมาใช้งานจริง ก็จะสามารถทำงานได้โดยไม่ติดขัด

น้ำท่วมเมืองไทย: Mega Project

สำหรับแนวทางในการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้น ดร.บอกว่า ประเทศไทยอาจจะขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อมาศึกษาข้อมูลปริมาณน้ำในไทย และสร้างวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเชิงบูรณาการ

ภาพน้ำท่วมในเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 1953
Photo: Getty Images via WIRED – Before the Levees Break: A Plan to Save the Netherlands

ดร.บอกว่าประเทศไทยอาจจะขอความช่วยเหลือผ่านทางสถานทูตเพื่อขอผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาช่วยศึกษาวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยอาจจะติดต่อไปที่เนเธอร์แลนด์ หรือเกาหลีใต้ก็ได้ อย่างในเกาหลี เค้ามีการจัดการน้ำของเค้าเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ดังจะเห็นได้จากที่มีการทำนาเป็นขั้นบันไดเพื่อให้น้ำที่ลงมาตามเขาได้ผ่านที่นามากที่สุด และยังผันน้ำออกไปยังลำน้ำย่อยๆอีกเยอะแยะ ซึ่งจะสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้มากที่สุดก่อนน้ำจะไหลลงทะเลไป
ทั้งนี้ดร.ยังเล่าถึงวิธีการหาทุนที่ดร. ได้เรียนรู้ตอนที่เป็นเลขาฯให้กับดร.ซี วาย ลี ที่ ESCAP ประเทศไทย โดยดร.ลี ได้สอนถึงขั้นตอนการเรียกประชุมตัวแทนประเทศผู้เกี่ยวข้อง เพื่อคุยถึงแนวความคิด และความเห็นของประเทศต่างๆ เมื่อรับฟังข้อคิดเห็นและปรับแก้จนเรียบร้อยแล้ว จึงส่งหนังสือไปให้ผู้แทนประเทศเหล่านั้นเพื่อเซ็นรับรอง เมื่อเซ็นรับรองแล้ว ดร.ลี ก็ติดต่อไปยังประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขอผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาศึกษาข้อมูลตามที่เราต้องการ ซึ่งดร. บอกว่า ตรงจุดนี้ นักวิชาการทุกคนก็อยากจะมาเพราะทุกคนอยากจะมีผลงานที่มีคุณค่า และได้เที่ยวต่างประเทศโดยที่ใช้ทุนของสหประชาชาติ ด้วยวิธีการนี้ ดร.ได้เอามาปรับใช้กับงานในกรมทรัพยากรธรณี เพื่อขอทุนจากต่างประเทศมาทำโครงการ และสามารถส่งลูกน้องไปเรียนต่อในต่างประเทศจนจบปริญญาเอกมาหลายคนแล้ว

น้ำท่วมเมืองไทย: สิ่งสำคัญ – การบริหารจัดการน้ำ

ดร.บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้น้ำท่วมคือการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า เพราะปัญหาการตัดไม้ทำลายป่านั้นมีมานานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งในสมัยนั้น ก็ยังสามารถจัดการน้ำไม่ให้ท่วมได้ ดร.ยังเล่าถึงการประชุมกับกรมป่าไม้เกี่ยวกับการออกใบอนุญาตเพื่อตัดไม้ ดร.บอกว่าไม่รู้ว่าจะออกใบอนุญาตอีกทำไมกัน เพราะกรมป่าไม้จริงๆแล้ว จะต้องสงวนพื้นที่ป่าเอาไว้ หรือควรจะต้องเปลี่ยนชื่อกรมใหม่เป็น “กรมปลูกป่า” และไม่ควรให้มีการออกใบอนุญาตตัดไม้อีก

ดร.เล่าให้ฟังถึงเขื่อนภูมิพลว่า สมัยเข้าป่าเพื่อสำรวจได้เคยไปดูเขื่อนภูมิพลตอนที่ยังก่อสร้างอยู่ด้วย จริงๆแล้วในการออกแบบเขื่อนจะต้องออกแบบให้สามารถรับแรงดันน้ำได้มากอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าน้ำจะเต็มเขื่อนก็ตาม และเขื่อนนั้นจะต้องมีการออกแบบสำหรับ overflow อยู่แล้ว ซึ่งถ้าระดับน้ำสูงถึง overflow ก็สามารถปล่อยให้น้ำออกทาง overflow ได้ (ข้อมูลเพิ่มเติมจากพี่ @piyadit: เขื่อนจะมี Spillway (ทางน้ำล้น) โดยความสามารถในการรับน้ำของเขื่อนคิดที่ความสูงเท่ากับ Spillway หากมากกว่าแสดงว่าระดับน้ำอยู่เหนือ Spillway ครับ ซึ่งปกติการออกแบบเขื่อนจะออกแบบเผื่อสำหรับระดับน้ำที่อยู่เหนือ Spillway ประมาณ 2-4ม. แล้วแต่ขนาดเขื่อน หากน้ำเหนือเขื่อนมากก็ควรปล่อยน้ำออกบ้างมิฉะนั้นSpillway ระบายไม่ทัน นอกจากนี้แล้วระบบเขื่อนยังติดตั้งระบบ Instrumentation เพื่อวัดค่าความดันน้ำ,การซึมน้ำ ฯลฯ เพื่อให้แน่ใจว่าเขื่อนอยู่ในสภาพดี ทำงานได้)

พี่ @piyadit ช่วยให้ข้อมูลเรื่องการออกแบบเขื่อน

ดร. ยังพูดถึงคุณปลอดประสพ สุรัสวดีว่า คุณปลอดประสพนั้นเป็นคนเก่งมาก แต่เกรงว่าอาจจะไปไม่รอดกับการเป็นรัฐมนตรีและทำให้เสียคนเก่งไป เพราะคุณปลอดประสพเป็น Technocrat แต่ต้องมาปะทะกับ Aristocrat ด้วยความที่เป็นคนเถรตรง อาจจะทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นพอที่จะบริหารจัดการงานกระทรวงได้

น้ำท่วมเมืองไทย: ถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Photo from NYDailyNews.com – Brooklyn Bridge Park: The new Central Park?

พี่ @iPattt ได้สอบถามดร. เกี่ยวกับแนวคิดที่ควรจะต้องทำทำนบกั้นดินหล่นไปในแม่น้ำดังที่ผมเคยเขียนเอาไว้ใน ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 2 – ทางออก(ของน้ำใน)ประเทศไทย นั้น ดร.อธิบายถึงแนวความคิดนี้ว่า เราควรกั้นคอนกรีตตามแนวริมแม่น้ำ สร้างให้สูงและกว้าง ทำเป็นถนนไปเลย ดังในหลายๆ เมือง เช่น ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก โซล ก็จะมีถนนและสวนสาธารณะริมแม่น้ำ แล้วก็สามารถทำให้เป็นจุดท่องเที่ยวไปด้วยในตัว

น้ำท่วมเมืองไทย: วิกฤตน้ำท่วม 2554

น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 นี้ ดร.บอกว่า ตอนนี้เราควรจะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตกันให้ได้ก่อน คอยภาวนาให้สามารถระบายน้ำได้เร็ว ไม่ให้มีพายุเข้ามาอีก เมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปแล้วก็ควรจะศึกษาปัญหาเพื่อที่จะแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไปครับ

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 3 – น้ำท่วม พ.ศ. 2554

น้ำท่วมเมืองไทยปีนี้ (พ.ศ.2554) ดูเหมือนว่าจะหนักกว่าน้ำท่วมในปีพ.ศ.2538 อีกนะครับ แต่ปีนี้เปลี่ยนจากน้ำท่วมในภาคอีสานมาเป็นน้ำท่วมในภาคเหนือแทน โดยน้ำที่ท่วมนั้นท่วมมาจากภาคเหนือซึ่งรวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก

น้ำท่วมเมืองไทย: เล่าเหตุการณ์ปี พ.ศ.2554

น้ำท่วมมีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติจากพายุนกเตนที่เข้ามาในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2554 โดยน้ำท่วมจังหวัดทางภาคเหนือก่อน จากนั้นน้ำท่วมก็ขยายลงมาตามแม่น้ำปิง ประกอบกับมีพายุเข้ามาซ้ำอีกจนน้ำได้เข้าแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่ภาคกลาง โดยมีน้ำท่วมในหลายจังหวัดรวมถึง พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ จนกระทั่งน้ำท่วมได้เข้ามาถึงจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี มีนบุรี และกรุงเทพในเขตรอบนอกคันกั้นน้ำ ทำให้คนกรุงเทพต่างรู้สึกตื่นตระหนกกันไปหมด ทั้งซื้อของเพื่อตุน เอารถไปจอดในที่สูงเพื่อหนีน้ำท่วม

น้ำท่วมนั้นได้ท่วมถนนสายหลักๆของประเทศอย่างเช่น ถนนสายเอเชีย ถนนพหลโยธินช่วงวังน้อย ทำให้การขนส่งเป็นไปได้อย่างลำบาก และน้ำได้ท่วมนิคมอุตสาหกรรมหลักๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนิคมฯโรจนะ นิคมฯไฮเทค นิคมฯนวนคร

น้ำท่วมเมืองไทย: ถนนสายหลักของประเทศ

เมื่อ 13 ต.ค. 2554 ผมได้คุยเรื่องน้ำท่วมกับดร. หลังจากที่ดร.กลับจากทำงานที่ต่างจังหวัด เมื่อดร.ได้ฟังข่าวที่น้ำท่วมถนนพหลโยธินช่วงอำเภอวังน้อย ก็พูดออกมาว่า จริงๆแล้วมันควรจะทำให้ถนนที่เป็นถนนสายหลักให้สูงกว่านี้ และควรจะมีถนนที่ใช้เป็นสายสำรองได้อีก 2 สาย: ไปทางนครราชสีมา และทางสุพรรณบุรี เพื่อที่ว่าถ้าถนนเส้นใดเส้นหนึ่งถูกตัดขาด เราก็สามารถใช้เส้นทางอื่นในการขนส่งได้ นี่ถ้าเราอยู่ในภาวะสงครามแล้วไม่สามารถใช้ถนนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ได้อย่างนี้ ประเทศไทยจะแย่

น้ำท่วมเมืองไทย: การวางแผนประจำปี

นอกจากนั้น ดร.ยังเล่าอีกว่าได้ฟังวิทยุที่อดีตอธิบดีกรมชลประทาน นายปราโมทย์ ไม้กลัด ออกมาพูดเกี่ยวกับปริมาณน้ำปีนี้ (2554) ที่มีปริมาณมากกว่าปกติไม่มากนัก ซึ่งจริงๆแล้วทางกรมชลประทานควรจะมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนมาก่อนหน้าที่จะน้ำฝนจะมา (อ่านเพิ่มเติม: ปราโมทย์ ไม้กลัด ไขแนวทางแก้วิกฤตน้ำท่วม ไม่เห็นจะน่าวิตกเลย…ต้องแยกพฤติกรรมน้ำให้ออก – ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง)

ประเด็นนี้ ดร.เลยเล่าให้ฟังว่า สมัยทำงานวางแผนงบประมาณที่กรมทรัพยากรธรณี จะต้องมีการวางแผนกันทั้งปี จะต้องรู้ว่าจะเข้าไปสำรวจในป่าเมื่อไหร่ จะต้องศึกษาข้อมูลฤดูฝนย้อนหลัง 50 ปี เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะต้องออกจากป่าเมื่อไหร่ เพราะถ้าออกมาไม่ทันจะออกจากป่าไม่ได้ และจะต้องเสียงบประมาณอีกมากมาย อีกทั้งเราจะต้องรับผิดชอบชีวิตอีกหลายชีวิตซึ่งพ่อแม่ญาติพี่น้องของเค้าก็จะต้องเป็นห่วง

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 2 – ทางออก(ของน้ำใน)ประเทศไทย

สวัสดีครับ วันนี้ผมมาเล่าเรื่องน้ำท่วมเมืองไทยต่อจากเมื่อวานครับ โดยวันนี้ (20 ต.ค. 2553) หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ได้ลงรูปแผนผังแม่น้ำในภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งผมขอเอามาทำรูปประกอบบทความนี้ครับ

น้ำท่วมเมืองไทย: สาเหตุของน้ำท่วมโคราชและวิธีแก้ไข

ข่าวน้ำท่วมในจังหวัดนครราชสีมา ทางช่องทีวีไทยเมื่อวานนี้ (19 ต.ค. 2553) ตอนค่ำ รองอธิบดีกรมชลประทานได้บอกสาเหตุของการที่น้ำท่วมในตัวเมืองโคราชนั้นเป็นเพราะมีปริมาณน้ำฝนมากผิดปกติ ประกอบกับพื้นที่รองรับน้ำน้อยลงไป ซึ่งทางกรมชลประทานก็มีตัวเลขปริมาณน้ำที่ไหลสำหรับอุทกภัยคราวนี้ และตัวเลขความสามารถในการรองรับน้ำของแม่น้ำด้วย ตรงนี้พ่อผมบอกว่า นี่ไงล่ะ น้ำท่วมเพราะพื้นที่ระบายน้ำน้อยนี่เอง แล้วถ้ามีตัวเลขแล้ว ทำพื้นที่รองรับน้ำให้เป็น 2 เท่าได้มั้ย ในเมืองนอกเค้าถึงขนาดเวรคืนที่ดินเพื่อเอามาทำคลองระบายน้ำเลยนะ (เห็นมีแต่เวรคืนเพื่อทำถนน) เป็นถึงอธิบดีก็ได้ไปเมืองนอกบ่อยอยู่แล้วนี่

น้ำท่วมเมืองไทย: แนวทางการเพิ่มทางระบายน้ำออกทะเล

แผนผังแม่น้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา
แผนผังแม่น้ำที่ไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา

แล้ววันนี้ (20 ต.ค. 2553) พ่ออ่าน Bangkok Post เรื่องน้ำท่วมแล้วเรียกผมไปดูแผนที่ที่แสดงแม่น้ำสายต่างๆที่ลงมาที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม่น้ำทุกสายจะลงมาเป็นคอขวดที่แม่น้ำเจ้าพระยา พ่อชี้แผนที่แล้วอธิบายตำแหน่งที่ควรจะทำทางระบายน้ำเพื่อปันน้ำออกไป (รูปที่ 1) ไม่ให้น้ำเข้ามาที่กรุงเทพมากเกินไปจนน้ำท่วม โดยเส้นสีดำแสดงเส้นทางที่ควรจะทำทางระบายน้ำเพิ่มเติมดังนี้

  1. แม่น้ำสะแกกรัง-แม่น้ำสุพรรณบุรี
  2. ขยายจุดรวมแม่น้ำตรงช่วงจังหวัดนครสวรรค์
  3. แม่น้ำน้อย-อ่าวไทย ออกทางจังหวัดสมุทรสาคร
  4. เขื่อนพระรามหก-อ่าวไทย โดยออกช่วงจังหวัดสมุทรปราการหรือฉะเชิงเทรา

น้ำท่วมเมืองไทย: ส่งท้าย

พ่อยังเสริมอีกว่า กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ มันง่ายอยู่แล้วที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ก็เล่นเอาพื้นที่ทำนามาสร้างตึกมันก็ไม่มีที่ให้น้ำไปสิ ซึ่งการจะแก้น้ำท่วมโดยทำให้พื้นที่กรุงเทพสูงขึ้นมันทำไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรจะแก้น้ำท่วมโดยการผันน้ำออกไปทางอื่นดีกว่า แล้วต้องทำทำนบกั้นดินหล่นไปในทางระบายน้ำด้วยนะ อย่างใน Zermatt, Switzerland ลูกก็เคยไปเห็นแล้วนี่ ซึ่งผมขอจบไว้ตรงนี้กับรูปสวยๆจาก Zermatt เลยแล้วกันนะครับ

photo – Flickr: More hotels along the canal at Zermatt near Matterhorm, Switzerland, summer, June 2006 by Joyce Seah_Singapore@flickr

Continue Reading

ฟังดร.เล่า: น้ำท่วมเมืองไทย 1

น้ำท่วมในจังหวัดทางภาคอีสานของประเทศไทย ทำให้ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่ @iPattt ถึงเรื่อง ความสบายของคนกรุง vs. ความเดือดร้อนของคนชนบท ซึ่งผมมีมุมมองต่างออกไป

แนวความคิดเรื่องน้ำท่วมของผมนั้นเริ่มมาจากที่ผมดูข่าวเรื่องน้ำท่วม แล้วคิดว่าทำไมเราไม่มีการจัดการน้ำที่ดีกว่านี้ ขนาดในสมัยอียิปต์โบราณยังมีการจัดการเรื่องชลประทานที่ดีเลย ก็เลยไปถามพ่อผมเกี่ยวกับเรื่องนี้

น้ำท่วมเมืองไทย: บทบาทของนักวิชาการ

เรื่องน้ำท่วมนั้น พ่อบอกว่าจริงๆแล้วนักวิชาการในส่วนราชการไทยมีคนที่มีความรู้ในการจัดการน้ำอยู่เยอะ แต่ไม่มีคนที่ทำจริงๆซักที คนที่ทำก็ไม่รู้จริง

น้ำท่วมเมืองไทย: แนวความคิดในการแก้ปัญหา

การที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้นั้นจะต้องมีการศึกษาเก็บข้อมูลน้ำเพื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณน้ำซะก่อน โดยเมื่อมองแนวเทือกเขาเป็นตัวแบ่งระหว่างลุ่มน้ำ (รูปที่ 1) ก็จะเห็นว่ามีลุ่มน้ำส่วนหนึ่งที่มีน้ำเยอะ และจะมีลุ่มน้ำอีกส่วนหนึ่งที่มีน้ำน้อย

หลักการของการแก้ปัญหาน้ำท่วมคือการกระจายน้ำจากส่วนที่น้ำเยอะไปสู่ส่วนที่มีน้ำน้อย โดยจะต้องมีการดำเนินการในส่วนนี้คือ น้ำที่มาจากภูเขา จะต้องมีการปันน้ำออกไปทางอื่น เพื่อเป็นการแบ่งน้ำที่จะไหลลงลุ่มน้ำให้น้อยลงไป โดยการจะบอกได้ว่าจะปันน้ำยังไง เมื่อไหร่ ก็จะต้องทำการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลปริมาณน้ำและทำการวิเคราะห์ในเชิงกว้างทั้งประเทศ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประเมินปริมาณของน้ำในแต่ละส่วนได้

น้ำท่วมเมืองไทย: กรุงเทพฯ

สำหรับน้ำท่วมในกรุงเทพฯที่มีบทความของ @fringer เรื่อง ความสบายของคนกรุง vs. ความเดือดร้อนของคนชนบท ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยกับพี่ @iPattt ครับ แต่แนวทางแก้ปัญหาต่างกันไปครับ

สาเหตุของน้ำท่วมในกรุง้เทพฯนั้น พ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนกรุงเทพฯน้ำไม่ท่วมครับ โดยคลองต่างๆ ยังมีขนาดใหญ่กว่านี้เยอะ ยกตัวอย่างคลองเลียบถนนวิภาวดี-รังสิต ซึ่งเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน (เขียนบทความปี พ.ศ. 2553) คลองระบายน้ำข้างถนนจะมีขนาดกว้างกว่าปัจจุบันนี้ประมาณ 3 เท่าครับ ทำให้สามารถระบายน้ำได้ดี แต่เมื่อมีการขยายถนน มีการสร้างตึก ก็ทำให้ทางระบายน้ำต้องน้อยลงไปครับ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯครับ

และอีกสาเหตุของน้ำท่วมในกรุงเทพฯที่ผมได้คุยกับพ่อในวันนี้ (19/10/2553) เกี่ยวกับการที่ต้องปันน้ำให้อยู่ภายนอกกรุงเทพฯจากบทความของ @fringer ข้างต้น พ่อบอกว่าพื้นที่กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะมีตะกอนดิน (silt) ไหลมากับแม่น้ำ รวมมาเป็นสันดอนปากแม่น้ำ ซึ่งตะกอนเหล่านี้บางส่วนก็จะตกตะกอนอยู่กลางทาง พ่อบอกว่าถ้า 10 ปีก่อนแม่น้ำเจ้าพระยาลึกระดับหนึ่ง (รูปที่ 2 ด้านซ้าย) แล้วสมมุติว่าสามารถรองรับน้ำที่ไหลมาปีละ 10 ล้านลูกศก์เมตร แล้วทีนี้ตะกอนก็ไหลมาสะสมเรื่อยๆ ทุกวัน ทุกปี และที่ปากแม่น้ำก็มีตะกอนไหลมาเติมเหมือนกัน จนแม่น้ำตื้นเขินกว่าที่เคยเป็นดังในรูปที่ 2 ด้านขวา แต่ทีนี้น้ำยังไหลเท่าเดิม ก็จะทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและทำให้น้ำท่วมกรุงเทพในที่สุดครับ

สำหรับวิธีแก้ไขน้ำท่วมในกรุงเทพฯ พ่อบอกว่าจะต้องขุดลอกแม่น้ำตั้งแต่ต้นสาย เรื่อยมาจนออกทะเลไป โดยต้องทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรจะต้องก่อเขื่อนกั้นดินริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อกันดินที่ยังร่วนอยู่ ไม่ให้ลงมาในแม่น้ำ โดยจะต้องกั้นลึกลงไปจนถึงระดับดินแข็งที่อัดตัวแน่นแล้ว เพราะดินกรุงเทพเป็นดินร่วนครับ อย่างเวลาตอกเสาเข็มยังต้องตอกลึกลงไปถึงชั้นดินที่อัดตัวแน่นแล้วครับ ตรงนี้พ่อบอกว่ารัฐต้องใช้งบประมาณมหาศาลซึ่งมากกว่าการที่ไปให้ค่าตอบแทนกับชาวนาที่ให้ที่นาสำหรับปันน้ำไม่ให้เข้ามาในกรุงเทพฯ เยอะนักครับ

น้ำท่วมเมืองไทย: ปิดท้าย

พ่อบอกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็เหมือนกับปัญหารถติด ซึ่งจะต้องมีการแก้ปัญหาจากภาพรวมโดยกว้าง และจะต้องแก้กันในระยะยาว โดยควรจะต้องมีวิศวกรมาเก็บข้อมูลและศึกษาแนวทางแก้ไข เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างเป็นระบบต่อไปครับ

สำหรับคราวนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องอีกครับ

Continue Reading